Get Adobe Flash player

อำเภอพรเจริญ

“หนองเลิงกว้างใหญ่ ภูมิใจวัดดาน ปู่ซอคู่บ้าน ถิ่นฐานพรเจริญ”

 

1. ความเป็นมาของการจัดตั้งอำเภอบึงโขงหลง

         อำเภอพรเจริญ เดิมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อบ้านสามแยก ขึ้นกับตำบลศรีชมภู อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ต่อมามีผู้คนอพยพตั้งถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับเป็นพื้นที่ห่างไกลจากอำเภอบึงกาฬ การคมนาคมไม่สะดวก และมีกองกาลังติดอาวุธของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้องค์กรท้องถิ่น ได้แก่ สภาตำบลศรีชมภู และสภาตำบลดอนหญ้านาง ได้ผลักดันให้เกิดแนวความคิดที่จะขอตั้งกิ่งอำเภอแยกจากอำเภอบึงกาฬในช่วงปี พ.ศ. 2514

         ต่อมาสภาตำบลทั้งสองแห่งมีมติเห็นชอบที่จะขอตั้งกิ่งอำเภอ ณ บริเวณที่บ้านสามแยกเจริญราษฏร์ และคณะทำงานก็ได้เริ่มดำเนินการเสนอขอตั้งกิ่งอำเภอโดยมี พ.ต.ท.ทวี ยินดี ตำแหน่งนายอำเภอบึงกาฬเป็นแกนนำ จนในที่สุดได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอพรเจริญ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2519 ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งท้องที่อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ตั้งเป็นกิ่งอำเภอพรเจริญ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 93 ตอนที่ 146 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2519 และเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2519 เป็นต้นมา โดยใช้สำนักงานหน่วยพัฒนาป่าไม้เป็นที่ว่าการกิ่งอำเภอชั่วคราวก่อน ต่อมาได้ก่อสร้างอาคารที่ว่าการกิ่งอำเภอ และได้รับการบริจาคที่ดินจากนายไฉ่ลิ้ม แซ่ลี้ คหบดีของพรเจริญ จำนวน 36,ไร่ และชาวพรเจริญ 14 คนร่วมกันบริจาคที่ดินเพิ่มเติมอีก จำนวน ๖ไร่ รวมเป็นเนื้อที่ทั้งสิ้น ๔๒ ไร่ และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524

          วันที่ 23 มีนาคม 2554 พระราชบัญญัติ ตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554 ได้แยกการปกครองอำเภอพรเจริญ กับอีก 7 อำเภอ ของจังหวัดหนองคาย รวมตั้งขึ้นเป็นจังหวัดบึงกาฬ

2. ที่ตั้งและขนาด

          อำเภอพรเจริญ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดบึงกาฬ อยู่ห่างจากจังหวัดบึงกาฬ 45 กิโลเมตร มีพื้นที่ 362.418 ตารางกิโลเมตร หรือ 226,511.25 ไร่

3. อาณาเขต

         ทิศเหนือ          ติดต่อกับ         อำเภอเมืองบึงกาฬ และอำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ

         ทิศใต้            ติดต่อกับ         อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร

         ทิศตะวันออก       ติดต่อกับ         อำเภอเซกา และอำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ

         ทิศตะวันตก        ติดต่อกับ         อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร

4.การปกครอง   แบ่งการปกครองออกเป็น 7 ตำบล 58 หมู่บ้าน 3 เทศบาลตำบล 4 อบต.

         - ตำบลพรเจริญ           - ตำบลป่าแฝก

         - ตำบลศรีชมพู            - ตำบลศรีสำราญ

         - ตำบลวังชมพู            - ตำบลหนองหัวช้าง

         - ตำบลดอนหญ้านาง     

5. การคมนาคม

            ทางหลวงแผ่นดินติดต่อระหว่างอำเภอกับจังหวัดบึงกาฬโดยใช้ทางรถยนต์ คือ สายบึงกาฬ – ศรีวิไล -อำเภอพรเจริญ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที (รถยนต์ส่วนตัว)

 

6. ประชากร    

           ณ สิงหาคม 2556 มีประชากรทั้งสิ้น 43,200 คน แยกเป็นชาย 21,696 คน หญิง 21,504 คนความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ยต่อพื้นที่ประมาณ 119 คน/ตารางกิโลเมตร

ตำบล

ชาย

หญิง

รวม

บ้าน

หมายเหตุ

พรเจริญ

5,053

5,220

10,273

3,070

 

ศรีชมภู

2,497

2,371

4,868

1,323

 

วังชมภู

2,283

2,209

4,492

1,176

 

ดอนหญ้านาง

2,550

2,534

5,084

1,381

 

ป่าแฝก

2,884

2,892

5,776

1,349

 

ศรีสาราญ

2,365

2,343

4,708

1,164

 

หนองหัวช้าง

4,064

3,935

7,999

2,091

 

รวม

21,696

21,504

43,200

11,554

 

7. เศรษฐกิจ

          ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทานา ทาไร่ เลี้ยงสัตว์ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ยางพารา ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 57,360.67 บาท/คน/ปี

8. สภาพทางสังคม

          สถานศึกษา 27 แห่ง ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา 15 แห่ง ระดับมัธยมศึกษา 3 แห่ง โรงเรียนขยายโอกาส 6 แห่ง และโรงเรียนเอกชน 3 แห่ง

          การพัฒนาชุมชน ประกอบด้วย กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 21 กลุ่ม เงินสัจจะสะสมออมทรัพย์ 3,306,731 บาท กลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP 37 กลุ่ม ระดับ 5 ดาว จำนวน 1 กลุ่ม ระดับ 4 ดาว จำนวน 5 กลุ่ม ระดับ 3 ดาว จำนวน 2 กลุ่ม ระดับ 2 ดาว จำนวน 1 กลุ่ม ไม่ส่งคัดสรร 28 กลุ่ม และลงทะเบียนใหม่ จำนวน 14 กลุ่ม

          การสาธารณสุข โรงพยาบาล ขนาด 40 เตียง 1 แห่ง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ 1 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 6 แห่ง คลินิคพยาบาล 4 แห่ง ร้านขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จ 3 แห่ง

และร้านขายยาแผนโบราณ 3 แห่ง

          การรักษาความสงบเรียบร้อย มีสถานีตำรวจ 2 แห่ง และกองร้อยอาสารักษาดินแดน 1 แห่ง ดังนี้

         - สถานีตำรวจภูธรพรเจริญ         อัตรากำลัง 58 นาย

         - สถานีตำรวจภูธรดอนหญ้านาง   อัตรากาลัง 35 นาย

         - กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอพรเจริญ อัตรากำลัง 10 นาย

9.ระบบบริการขั้นพื้นฐาน

          แหล่งน้ำ อำเภอพรเจริญมีพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำประมาณ 43,768 ไร่ แหล่งน้ำที่สำคัญ ได้แก่ หนองเลิง หนองแล้ง แม่น้ำสงคราม ห้วยบอน และห้วยบักบ้า

 

10. แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ

          หนองเลิง เป็นแหล่งน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญอันดับ 1 ของอำเภอพรเจริญ เนื้อที่ประมาณกว่า 3,000 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 บ้านสันติสุข ตำบลดอนหญ้านาง อำเภอพรเจริญ โดยเทศบาลตำบล ดอนหญ้านาง ได้เข้าไปปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะเหมาะแก่การท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ การจัดงานประเพณี และการออกกำลังกายของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรฤดูแล้ง การประมง และแหล่งน้ำดิบสาหรับทำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาบึงกาฬ เพื่อหล่อเลี้ยงชาวตำบลดอนหญ้านาง และตำบล พรเจริญกว่า 2,000 ครัวเรือน จึงนับได้ว่าหนองเลิง เป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญและผูกพันกับวิถีชีวิตของ ชาวอำเภอพรเจริญทุกฤดูกาล ชนิดที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

          วัดป่าดานศรีสาราญ ตั้งอยู่บ้านนางาม หมู่ที่ ๕ ตำบลศรีสำราญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ มีเนื้อที่ 1,403 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา มีสภาพภูมิทัศน์งดงามเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม เริ่มก่อตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ.2498 โดยมี นายเนาว์ พรมสุริย์ และนายชวน เสียงล้า เป็นผู้ไปขอที่ดินตั้งวัดจากนายกร ระเย และนายแปง อรมาลี พ่อลูกผู้บริจาคที่ดินให้ในสมัย นายจอม นามการ เป็นผู้ใหญ่บ้านนาคานาใน ต่อมามีพระธุดงค์มาจากอำเภอไชยวาน โดยการนำของพระอาจารย์หลวงปู่คาสิงห์,หลวงปู่บุญจันทร์ และหลวงปู่ชม พร้อมคณะสงฆ์อีกจำนวน 12 รูป เดินทางเข้าสู่ดงป่าดาน พร้อมญาติโยมมี นายเนาว์ พรมสุริย์, นายแปง, นายยาน, นายยอน, นายแพง ห้วยทราย, นางเขียด ดวงสมร ,นายคา พรรณโครต, นายคามี ราภูมี, นายลี สีวะอุไร, นายพั้ว ไชยการ, นายควร ขมิ้นเขียว ผู้บริจาคเงิน 300 บาทมากที่สุดในครั้งนั้น, นายหลอย สุพรรณโมกช์ และนางใหม่ เสิศสงคราม เป็นผู้ร่วมกันก่อตั้งวัด

         ต่อมาปี พ.ศ. 2500 หลวงปู่คำตัน ฐิตธัมโม พระธุดงค์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ เดินทางธุดงค์จากจังหวัดสกลนคร มาจำพรรษาแทนหลวงปู่องค์เดิม ต่อมาหลายปีจึงได้ตั้งนามวัดขึ้นชื่อว่า “วัดป่าดานศรีสาราญ” พร้อมสร้างแนวเขตหลักพุทธสีมา สร้างศาลาหลังใหญ่ และสร้างกำแพงล้อมเขตอภัยทานขึ้น มีจำนวนเขตสงฆ์เนื้อที่ 1,403 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา โดยหลวงปู่คำตัน ซึ่งมีจริยวัตรงดงามเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างยิ่งของชาวอำเภอพรเจริญและพุทธศาสนิกชนทั่วไปเป็นเจ้าอาวาสวัดในขณะนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2540 หลวงปู่คำตันได้มรณภาพลงทางคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติจึงได้แต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ขึ้นมาแทนและครองตำแหน่งจนถึงปัจจุบันได้แก่พระอาจารย์ลัม ธรรมวุฒิโธ ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ของหลวงปู่คาตัน ที่ได้รับการเคารพนับถือจากชาวอำเภอพรเจริญ และพุทธศาสนิกชนทั่วไปเช่นเดิม โดยวัดป่าดานศรีสาราญ นับเป็นวัดหลักวัดหนึ่งของอำเภอพรเจริญ ที่มีความผูกพันกับชาวอำเภอพรเจริญอย่างไม่เสื่อมคลาย

          ปู่ซอ คือ นามเรียกขานของชาวอำเภอพรเจริญและใกล้เคียง ไม่มีใครทราบนามจริงของท่านแต่ด้วยความที่ท่านชอบเครื่องดนตรีประเภทซอเป็นพิเศษ ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่าปู่ซอ

         ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปีพุทธศักราช 2418 ปู่ซอได้รับคัดเลือกให้ไปเป็นทหาร เพื่อไปปราบศึกฮ่อ โดยการนำทัพของท่านพระยาโพนพิสัยสรเดช ท่านเป็นผู้มีความสามารถในด้านคาถาอาคม และในการรักษาพยาบาลทหารที่เจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุด้วยสมุนไพร จึงได้รับขนานนามชื่อว่า “หมอเฒ่าซอ” ในที่สุดท่านก็ได้ไปทำการปราบปรามศึกฮ่อร่วมกันกับท่านพระยาโพนพิสัยสรเดชจนสำเร็จ เมื่อเสร็จจากการปราบศึกท่านกับชาวบ้านส่วนหนึ่งได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านขามเครือ (บ้านเอราวัณ อาเภอพรเจริญในปัจจุบัน)

         ปู่ซอได้ลาออกจากราชการทหารมาเป็นพ่อค้าฝิ่นโดยใช้จุดเจราจาซื้อ/ขายอยู่ที่หนองแล้ง หนองจอกและขนฝิ่นไปขายที่เวียงจันทร์(ประเทศลาว) ทุ่งเชียงคา ทุ่งไหหิน หลวงพระบาง คนที่นั้นจะนำม้ามาแลกกับฝิ่นต่อมาได้เกิดโรคระบาด ม้าที่ได้มาจากการทำมาค้าขายล้มตาย นกอีแล้งมาจิกกิน จึงเรียกสถานที่นั้นว่า “หนองแล้ง”มาจนปัจจุบัน เช่นเดียวกับหนองจอกที่ใช้เป็นสถานที่ในการนัดเจราจาสินค้าและสังสรรค์กันด้วยเหล้าที่บรรจุด้วยกระบอกไม้ไผ่ กินเสร็จก็ทิ้งไว้เป็นจำนวนมากจึงเรียกว่า “หนองจอก”ตราบเท่าทุกวันนี้ ด้วยความที่ปู่ซอเป็นคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ชอบช่วยเหลือชาวบ้านที่เจ็บป่วยอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านจึงรักและนิยมชมชอบท่านเป็นยิ่งนัก ต่อมาท่านได้สร้างกฎเกณฑ์ให้ชาวบ้านประกอบพิธีลงข่วงรอบกองไฟและเข้าทรงเพื่อไถ่ถามการทำไร่ทำนาว่าจะอุดมสมบูรณ์ตลอดจนชาวบ้านจะอยู่อย่างสุขสบายหรือไม่ ในแต่ละปีในช่วงฤดูทำนาและฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านก็ยึดกฎนี้มาโดยตลอดจนทุกวันนี้พอถึงวันพระจะหยุดทำงาน ตกกลางคืนก็จะเข้าวัดปฏิบัติธรรมรักษาศีล

พุทธศักราช 2430 ปู่ซอป่วยที่บ้านตาลเดี่ยวชาวบ้านนำมารักษาที่บ้านขามเครือและท่านได้เสียชีวิต ณ ที่แห่งนี้ ชาวบ้านนำไปประชุมเพลิง ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมศพจึงไม่ไหม้จึงทำพิธีฝังแทนในราวปีพุทธศักราช 2460 ได้เกิดโรคระบาดชาวบ้านขามเครือ จึงอพยพย้ายถิ่นฐานหนีโรคระบาดไปอยู่ที่บ้านเอือดและบ้านตาลเดี่ยวในปัจจุบัน

         ในราวปีพุทธศักราช 2500 ชาวบ้านเอือดนำศาลปู่ซอมาตั้งไว้ใต้ต้นโพธิ์วัดเก่าบ้านเอือด เมื่อมีการตั้งกิ่งอำเภอขึ้น ชาวบ้านสามแยกได้อันเชิญเจ้าปู่ซอมาอยู่ศาลเจ้าหลังใหม่ติดกับถนนทางหลวงเพื่อให้ชาวอำเภอพรเจริญและผู้สัญจรผ่านไปมาได้เคารพสักการะกราบไหว้ เพื่อขอโชคลาภและคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากอุปัทวันตรายทั้งปวงมาจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยร่ำลือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งอำเภอพรเจริญร่วมกับชาวอำเภอพรเจริญ และคณะกรรมการที่รับผิดชอบได้ร่วมกันจัดให้มีพิธีบวงสรวงศาลปู่ซอ ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 และวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี