Get Adobe Flash player
สร้างวินัย สร้างบึงกาฬ...

ทางประวัติศาสตร์


“ศาลเจ้าแม่สองนาง” ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ

    ประวัติความเป็นมา ผู้เรียบเรียงประวัติของเจ้าแม่สองนาง ได้เขียนไว้ดังนี้ ตามที่ได้รับฟังคำบอกเล่าจากผู้เฒ่ามาคือ พ่อตู้จ้ำนาค สุริยะกาญจน์ (จ้ำ หมายถึง คนดูแลศาลเจ้า) และพ่อตู้เฮือง ผิวเฟื่อง (ปัจจุบันอยู่คุ้มเหนือ) เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๗ เกิดศึกฮ่อ ได้ขับไล่คนไทยออกจากลุ่มแม่น้ำโขง ลงมาทางตอนใต้ พวกเผ่าพันธุ์ไทยเดิมก็อพยพลงมาตามแม่น้ำโขง มาปักหลักอยู่หลายแห่ง แบ่งกันอยู่คนละมุมตามลุ่มแม่น้ำโขงในช่วงอพยพลงมา พ่อตู้พรมก็ได้เสียเมียรักไปด้วยโรคอหิวาห์ ในกลางทางเหลือแต่ลูกสาวสองคน คือ นางสมสี และนางบัวลี จึงเดินทางต่อลงมาในเขตชัยบุรี (อ.เมืองบึงกาฬ ปัจจุบัน)


    พ่อพรมเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า ก็ไปอยู่ดอนหอทุ่ง(กุดทิง ปัจจุบัน) ให้ลูกสาวสองคนอยู่ที่หนองบึงกาฬ แต่สองคนไม่ยอมแต่งงานขออยู่เป็นโสดตลอดไป ต่อมาผู้เป็นพ่อก็เสียชีวิตลง ลูกทั้งสองก็เอาศพไว้ ณ ที่ดอนหอทุ่ง (กุดทิงปัจจุบัน) สองคนพี่น้อง นางสมสี และนางบัวลี ก็ล้มป่วยลงเพราะขาดแม่ ขาดพ่อ ได้เอาสุสานไปเก็บไว้บริเวณบ้านของตู้จารย์มา ต้นหาบึ้ง (ที่ธนาคารกสิกรไทย) หลังจากนั้นมา เมื่อปี ๒๔๙๘ ได้ย้ายศาลมาอยู่ที่มุมทางเข้า รพ. ปัจจุบัน และได้ย้ายศาลเจ้าแม่สองนางมาอยู่ที่ปัจจุบัน จนทุกวันนี้ เจ้าแม่สองนางเป็นศาลอันศักดิ์สิทธิ์ทั่วสารทิศผู้คนไปมาได้กราบไหว้บูชา ขอพรให้เจริญรุ่งเรือง บริเวณที่สร้างศาลเจ้าแม่สองนางปัจจุบันแต่ก่อนมีต้นพุทราอยู่สองต้นลูกดก ทางราชการต้องการย้ายศาลเจ้าแม่สองนางไปที่อื่น พอไปดูทางโหราศาสตร์ แล้วบอกว่า ย้ายไม่ได้ขออยู่ที่เดิม เพราะมองเห็นแม่น้ำโขงตลอดทั้งปี

ทางพระพุทธศาสนา

 

“วัดอาฮงศิลาวาส” 

     ตั้งอยู่เขตพื้นที่บ้านอาฮง หมู่ ๓ ต.ไคสี อ. เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ตั้งอยู่ห่างจาก อ.เมืองบึงกาฬ ๒๑ กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดหนองคาย ๑๑๕ กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮง 

เมื่ออดีตกาลนานมาแล้วหลวงพ่อลุนผู้ก่อตั้งวัดนี้ขึ้นมาในกลางป่าดงดิบปะปนกับโขดหิน น้อยใหญ่ ซึ่งเป็นเทือกเขาเชื่อมโยงมาจากฝั่งประเทศลาววัดนี้มีชื่อเรียกว่า "วัดป่าเลไลย" ต่อมา-

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงพ่อลุนได้มรณภาพลงทำให้วัดนี้ไม่มีพระภิกษุอยู่จำวัดแบบถาวร เลย คงเหลือแต่ แม่ชีแก่ๆอยู่เฝ้าจำวัดและรักษาวัดกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๑๗ท่านเจ้าคุณนิเทศศาสนคุณ-

 (หลวงพ่อมหาสมาน สิริปัญโญ)ผ่านมาแวะเข้าไปดูบริเวณวัดและเห็นสภาพทั่วไปสงบร่มรื่น อยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งจะมีโขดหินเรียงรายอยู่ในแม่น้ำยื่นจากฝั่งออกไปสู่กลางลำน้ำโขงมีชื่อ 

เรียกว่า "แก่งอาฮง"ต่อมาหลวงพ่อได้ปรึกษากับคณะพระภิกษุสงฆ์พร้อมญาติโยม จะ ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์และถาวร โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมและก่อสร้างสิ่งอำนวย

ความสะดวกที่มีความจำเป็นแก่พระภิกษุสามเณรและญาติโยม เสร็จแล้วหลวงพ่อตั้งชื่อวัดใหม่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมว่า"วัดอาฮงศิลาวาส" และได้พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจนถึงปัจจุบัน

 

 


 

“วัดสว่างอารมณ์” (วัดถ้ำศรีชน)

 ตั้งอยู่ที่เขตสุขาภิบาลปากคาด ตำบลปากคาด ห่างจากตัวอำเภอปากคาด ๕๐๐ เมตร จากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ ไป ๔๑ กิโลเมตร ถึงบ้านปากคาด วัดสว่างอารมณ์ตั้งอยู่บริเวณเนินเขา ภายในบริเวณวัดมีโขดหิน หน้าผา ลานหิน มีต้นไม้ปกคลุมโดยทั่วไปเป็นที่ร่มรื่นมีลำธารเล็กๆไหลผ่านพระอุโบสถทรงระฆังคว่ำ ตั้งอยู่บนเนินสูงภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ บนพระอุโบสถสามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบด้านทั้งทางฝั่งไทยและฝั่งลาว

 

 

 

ทางธรรมชาติ


“แก่งอาฮง” ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ

                   เป็นแก่งหินกลางลำน้ำโขง บริเวณหน้าวัดอาฮงศิลาวาส  บ้านอาฮง ตำบลหอคำ ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้กระแสน้ำบริเวณแก่งอาฮงจะไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น “สะดือแม่น้ำโขง” แม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮงมีความกว้างประมาณ ๓๐๐ เมตร ในฤดูน้ำลด  และมีความกว้าง ๔๐๐  เมตร  ในฤดูน้ำหลากและจะสามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี และกลุ่มหินที่ปรากฏบริเวณแก่งอาฮงจะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอบึงกาฬและเป็นสถานที่เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือบั้งไฟพญานาค” ในช่วงประเพณีออกพรรษาจะมีนักท่องเที่ยวมาพักเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค บริเวณบ้านอาฮงเป็นจำนวนมาก  จะมีมากในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ที่ปฏิทินไทย กับปฏิทินประเทศ สปป.ลาว ตรงกัน และชาวบ้านโดยรอบยังอาศัยทำการประมงด้วย

 


 

ภูทอก

ภูทอกในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัด เจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) อยู่ในเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ภูทอกมี ๒ ลูก คือภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน กุลเชษโรได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบการขึ้นภูทอกนั้นเริ่มก่อสร้างบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งมีทั้งหมด ๗ ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง ๕ ปีเต็ม บันไดทั้ง ๗ ชั้น แตกต่างกันดังนี้
   ชั้นที่ ๑-๒ เป็นบันไดสู่ชั้นที่ ๓ ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขาสภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหินลานหินสุดทาง
   ชั้นที่ ๓ มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ ๕ ได้เลย ซึ่งเป็นทางชันมากผ่านหลืบหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ ๔
  ชั้นที่ ๔ เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบชื้น มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่โดยเฉพาะมีฝูงกามาอาศัยอยู่มากจึงเรียกว่า“ภูรังกา’’แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกาในที่สุด บนชั้นที่ ๔ นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ ๔๐๐ เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะๆ 
   ชั้นที่ ๕ มีศาลากลางและกุฏิที่อาศัยของพระและเป็นที่เก็บศพของพระอาจารย์จวนไว้ด้วย ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ ๖ มี ที่พักเป็นลานกว้างอยู่ราว ๒๐ แห่ง มีหน้าผาชื่อต่างๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต ถ้ามาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นเป็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจนและมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ ๖ 
   ชั้นที่ ๖ เป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขามีความยาว ๔๐๐ เมตร สุดทางที่ชั้นที่ ๗
   ชั้นที่ ๗ อันเป็นป่าไม้ร่มครึ้มสวยงาม
การเดินทางสู่ภูทอก จากตัวเมืองหนองคาย ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ ผ่านอำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด และอำเภอเมืองบึงกาฬ แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข ๒๒๒ ถึงอำเภอศรีวิไล ระยะทางประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ แยกเข้าตรงบ้านศรีวิไล สู่บ้านนาคำแคนและเข้าสู่ ภูทอก

 


  

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว” 

     อำเภอบุ่งคล้า มีเนื้อที่ประมาณ ๑๘๖.๕ ตารางกิโลเมตร หรือ๑๑๖,๕๖๒ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอบึงกาฬ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง และอำเภอบุ่งคล้า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือสุดของภาค เกือบติดพรมแดนประเทศลาวมีอาณาเขต ๒ ด้าน ขนานไปกับแม่น้ำโขง อยู่ห่างจากชายแดนประมาณ ๒ กิโลเมตรมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ ๑๕๐-๓๐๐ เมตร สภาพดินพื้นล่างส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินลูกรังทางด้านน้ำตกชะแนน มีพื้นที่บางส่วนเป็นดินเหนียวปนดินร่วนพื้นหลังภูและสันเขาส่วนใหญ่เป็นพื้นทรายและดินทราย สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น บริเวณหัวภูด้านตะวันออก บนยอดภูเป็นลานหินโล่งกว้างที่ถูกน้ำกัดเซาะจนมีลวดลายสวยงาม มีระดับความสูงประมาณ ๓๓๐เมตร สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่เป็นป่าได้โดยรอบ เห็นได้ไกลถึงป่าในฝั่งลาว เช่น ภูควาย ภูงู ภูหมาก่าวของลาวได้

การเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว 
     จากตัวเมืองหนองคาย ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ ถึงอำเภอเมืองบึงกาฬ ระยะทาง ๑๓๕ กิโลเมตรและจากอำเภอเมืองบึงกาฬผ่าน บ้านชัยพร–บ้านภูสวาท-อำเภอบุ่งคล้า-บ้านดอนจิก-เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ระยะทางประมาณ ๕๕ กิโลเมตร

 


 

“น้ำตกเจ็ดสี” 

     อำเภอเซกา น้ำตกเจ็ดสี เดิมเรียกว่าน้ำตกห้วยกะอาม ซึ่งเกิดจากธารน้ำของห้วยกะอาม เป็นน้ำตกจากหน้าผาสูงแล้วเกิดเป็นละอองไอน้ำกระทบกับแสงแดดทำให้เกิดสีต่างๆ ขึ้น จึงเรียกน้ำตกเจ็ดสี มีทั้งหมด ๓ ชั้น ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านดอนเสียด หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา การเดินทางไปน้ำตกเจ็ดสี เดินทางจากบ้านชัยพร-ทุ่งทรายจก-ดอนเสียด ระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร และแยกซ้ายไปน้ำตกเจ็ดสีอีกประมาณ ๖ กิโลเมตร

 


  

“น้ำตกถ้ำฝุ่น”  

     น้ำตกถ้ำฝุ่นอยู่ในบริเวณท้องที่บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น ห่างจากที่ว่าการอำเภอบุ่งคล้า ๓๓ กิโลเมตร ลักษณะโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่งที่มีทิวทัศน์สวยงามหลายแห่งอยู่ทางตอนเหนือของภูและบริเวณใกล้เคียงมีถ้ำฝุ่นซึ่งเป็นถ้ำธรรมชาติที่ร่มเย็นอีกแห่งหนึ่ง

 


 

“น้ำตกภูถ้ำพระ” 

     อำเภอเซกา อยู่บริเวณบ้านโนนสมบูรณ์ อยู่ห่างจากอำเภอเซกาประมาณ ๓๔ กิโลเมตร บริเวณน้ำตกจะเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ ซึ่งเงียบสงบและร่มรื่น เมื่อเดินขึ้นมาบนลานหินด้านหลัง จะพบหุบเขารูปแอ่งกระทะขนาดกว้างประมาณ ๒๐๐ ตารางเมตร มีสายธารน้ำตกไหลมายังก้นอ่างที่เบื้องล่าง บริเวณน้ำตกเป็นผากว้างราว ๑๐๐ เมตร สามารถลงเล่นได้เฉพาะในฤดูฝน น้ำตกภูถ้ำพระเกิดจากลำธารห้วยบังบาด มีความสูงระหว่างชั้นประมาณ ๕๐ เมตร

 


 

“น้ำตกชะแนน” 

      อำเภอเซกา น้ำตกชะแนนจะผ่านขัวหิน(สะพานหิน) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำลอดหายไปใต้สะพานหินที่มีความยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร สะพานหินหรือที่คนอีสานเรียกกันว่า "ขัวหิน" นั้น เมื่อมองจากด้านซ้ายมือจะเห็นยาวเหยียดออกไปจนบรรจบกับแนวป่าละเมาะ ซึ่งพ้นจากนั้นไปก็มีแต่โขดหินเนินหินขนาดมหึมาซ้อนกันเป็นแนวยาว ชั้นล่างจะเป็นบึงใหญ่ ชื่อบึงชะแนนหรือห้วยชะแนน มีเงาไม้ร่มครึ้มตลอดสองฟากฝั่ง เชื่อกันว่าในห้วยชะแนนมีจระเข้อาศัยอยู่เหนือลำห้วยชะแนนขึ้นไปเป็นโตรกขนาดใหญ่ เมื่อถึงฤดูฝนจะเป็นน้ำตกไหลลงจากลาดหินที่แผ่เป็นแผงกว้าง การเดินทางไปชั้นที่สองของน้ำตกชะแนน จะผ่านแนวลำธารที่พื้นเต็มไปด้วยโขดหินเดินตามลำธารไปทางชายฝั่งด้านซ้ายมือ ทะลุออกที่ลานกว้างริมแอ่งน้ำใหญ่ ตลอดทั้งพื้นเป็นหาดทรายละเอียดราวแป้งดูแปลกไปจากที่อื่นๆ มาก และเหนือแอ่งน้ำขึ้นไปก็เป็นน้ำตกชั้นเตี้ยๆ ตกลงมาสู่แอ่ง เรียกกันว่า น้ำตกบึงจระเข้ และน้ำตกชะแนน ชั้นที่สองนี้เหมาะที่สุดสำหรับการตั้งแคมป์พักแรมบนหาดทรายใกล้ๆริมน้ำ การเดินทางไปน้ำตกชะแนน เดินทางจากบ้านบึงกาฬ-บ้านชัยพร ระยะทาง ๒๔ กิโลเมตร จาก บ้านชัยพร-บ้านทุ่งทรายจก ๑๕ กิโลเมตร (เส้นทางสายบ้านชัยพร-อำเภอเซกา) จากบ้านทุ่งทรายจกแยกซ้ายมือไปน้ำตกชะแนนอีก ๗ กิโลเมตรและเดินทางเท้าเข้าไปน้ำตกชะแนนอีกประมาณ ๑.๖ กิโลเมตร

 


 

“บึงโขงหลง” 

      อำเภอบึงโขงหลง เป็นแหล่งน้ำจืดปิดรูปเขาวัวแคบๆเกิดขึ้นจากคลองและลำธารหลายสายไหลมารวมกัน บึงมีความยาวประมาณ ๑๓ กิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย ๕๐ - ๑๐๐ เซนติเมตร โดยจุดที่ลึกที่สุดมีความลึก ๖ เมตร ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบแม่น้ำสงคราม ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำไหลออกจากบึงก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ในบึงมีเกาะแก่งอยู่มากมาย เช่น ดอนแก้ว ดอนโพธิ์ ดอนน่อง ดอนสวรรค์ บนเกาะแก่งเหล่านี้เป็นป่าดิบแล้งที่อุดมสมบูรณ์ ริมบึงมีเขื่อนเพื่อป้องกันตลิ่งพังและมีประตูน้ำอยู่ที่ปลายสุดทางทิศใต้ของบึง พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่เป็นที่ราบ แต่มีเนินสลับขึ้นลงอยู่บ้าง มีชุมชนเมืองตั้งอยู่ด้านปลายสุดทางทิศใต้ของบึงและพื้นที่รอบบึงส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อทำนาข้าว พื้นที่รอบๆบึงมีพืชขึ้นอยู่หลายชนิด เช่น ยาง ตะแบกแดง ประดู่ป่า ตะเคียนทอง ส่วนบนเกาะแก่งในบึงจะพบหว้า ไทร มะเดื่อและตะแบกนา ป่าดิบแล้งบนดอนสวรรค์ประกอบไปด้วยไม้ยืนต้นอย่างตะแบก กระบก แสมขาว พญาสัตบรรณ กันเกรา กระบาก กกสามเหลี่ยม บริเวณริมบึงจะปกคลุมไปด้วยดงของแห้วทรงกระเทียม กกสามเหลี่ยม และผักไผ่น้ำ กลางผิวน้ำของบึงจะพบบัวสายและบัวหลวง ส่วนใต้น้ำจะพบสาหร่ายหางกระรอก สันตะวาใบพายและผักบุ้งและพืชน้ำที่ขึ้นรอบๆเกาะแก่งจะเป็นแพงพวยน้ำและบอน

 


 

ทางวัฒนธรรม ประเพณี

 

งานประจำปีที่ทำเพื่อสักการะแด่หลวงพ่อพระใหญ่ 

     อำเภอเมืองบึงกาฬ ประชาชนในสมัยก่อนก็ได้มาขอพรจากหลวงพ่อ ให้ช่วยเมตตา ปกปักรักษา และป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดไป และก็ได้สมดังความปรารถนาตลอดมาจนถึงปัจจุบันดังนั้นจึงจัดให้มีการน้อมถึงพระคุณที่หลวงพ่อได้เมตตากรุณาตลอดมา และจัดงานสมโภชปีละ ๒ ครั้ง ซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมา ทุกปีจนถึงปัจจุบัน คือ

     ครั้งที่ ๑ วันเพ็ญเดือน ๓ จะทำบุญข้าวจี่ พร้อมกับปราสาทผึ้ง ๒ หลัง เป็นการสักการะแด่หลวงพ่อ

    ครั้งที่ ๒ ทำในเทศกาลวันสงกรานต์ ของทุกปีมีการสรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่งานนี้ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี มีพุทธบริษัทมาร่วมงานเป็นจำนวนมากทั่วทุกสารทิศพิธีสรงน้ำพระใหญ่มักจะจัดหลังวันมหาสงกรานต์หนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะจัดงานตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์

    ประวัติหลวงพ่อพระใหญ่

    วัดโพธาราม บ้านท่าไคร้ หมู่ที่ ๕ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ หลวงพ่อพระใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย โบกฉาบด้วยปูนองค์หลวงพ่อมีขนาดดังนี้

- หน้าตักกว้าง ๒ เมตร

- จากฐานถึงยอดพระเกศสูง ๒.๑๐ เมตร

- จากพระฌานุ (เข่า) ถึงพระศอ (คอ) สูง ๐.๙๐ เมตร

- พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนหน้าตัก พระหัตถ์ขวาคว่ำวางทับพระฌานุ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๕ เหยียดลงอย่างมีระเบียบเหมือนพระพุทธรูปทั่วๆ ไปประดิษฐานบนแท่น ๔ เหลี่ยม ซึ่งได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี ๒๕๓๗ นี้

    ตามตำนานและคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่หลายรุ่น หลายสมัยเล่าสืบต่อกันมาประมาณสองพันกว่าปีมาแล้ว จนถึงยุคสมัยหลังๆ ซึ่งแต่ก่อนคนเหล่านี้ส่วนมากได้อพยพครอบครัวมาจากเมืองยศ (บริเวณจังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) มาตั้งถิ่นฐานริมฝั่งแม่น้ำโขงและร่นขึ้นมาทางเขตชัยบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอ บึงกาฬ) การตั้งถิ่นฐานอยู่นั้น ก็เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย คือที่ใดไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิต ต้องประสบกับภัย และมีการระบาดของโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอหิวา โรคไข้ฝีดาษ ถูกรบกวนจากสัตว์ร้ายหรือภูตผีปีศาจต่างๆ ก็พากันหลบหนีภัยย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสมต่อไป ชนกลุ่มนี้ก็เหมือนกันย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสม จนถึงบ้านท่าไคร้ในปัจจุบัน เมื่อเห็นเป็นที่เหมาะสมดีก็ตกลงใจกันตั้งหลักฐานที่จะหากินในบริเวณนี้

    จากนั้นต่างก็จับจองพื้นที่หากินแล้วเริ่มขยายอาณาบริเวณไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่รกทึบที่สุดเป็นป่าดงดิบ มีไม้นานาพันธุ์ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะแบก ไม้สัก ไม้ไผ่ป่า ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลายชนิด ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นป่ารกทึบมากชาวบ้านที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ จึงได้ร่วมกันในการถากถางเพื่อจะได้มีพื้นที่มากขึ้น หลังจากที่ได้ทำการถากถางอยู่เป็นเวลาหลายวันก็พบพุ่มไม้ที่สูงและหนากว่าที่อื่นๆ เมื่อถางป่าดังกล่าวออกก็พบพระพุทธรูปเดิมที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์พันรอบองค์อยู่ จึงได้นำเถาวัลย์ออก แล้วปัดกวาดบริเวณรอบๆ ก็พบว่าพระเกตุมาลาของหลวงพ่อหักเพราะถูกช้างป่ากระชากเถาวัลย์ลงมาเพื่อหากินตามธรรมชาติของสัตว์ป่า และเห็นเป็นรูปร่างของสถานที่บำเพ็ญบุญ หรือสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา อีกทั้งยังพบซากเครื่องปั้นดินเผา โอ่งโบราณ รวมทั้งเครื่องใช้อีกหลายอย่างองค์พระพุทธรูปนั้นตั้งแต่ได้พบมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเคลื่อนย้ายหรือ ต่อเติมแต่อย่างใด เพียงแต่ต่อพระเกตุที่หักให้คงสภาพเดิม มีเพียงแท่นที่ประดิษฐานเท่านั้นที่สร้างโอบแท่นเดิม เพื่อให้มีความมั่นคงขึ้นยิ่งกว่าเดิม และมีผู้ที่มาขอพรจากหลวงพ่อเมื่อได้สมความปรารถนาแล้วก็ได้นำสีทองมาทาสมโภชหลวงพ่อ จึงทำให้องค์หลวงพ่อเหลืองอร่ามเป็นสีทองทั้งองค์

 

(๑) งานวันสงกรานต์ 

    ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี จะมีการจัดขบวนแห่จากคุ้มวัดต่างๆ เช่น วัดคุ้มเหนือ วัดคุ้มกลาง วัดคุ้มใต้ เป็นต้น เข้าร่วมในประเพณีสงกรานต์ และประชาชนจะสรงน้ำพระตามขบวนแห่ต่างๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุนกสนาน และเป็นการคลายร้อนให้กับประชาชนทั่วไป รวมทั้งมีการจัดการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน เช่น ชักเย่อ วิ่งขาโถกเถก วิ่งกระสอบและการแข่งขันส้มตำ แข่งขันเก็บขยะรักษาความสะอาด ซึ่งเป็นกิจกรรมในการจัดงานประเพณีสงกรานต์ ของเทศบาลตำบลบึงกาฬ

 (๒) งานบุญบั้งไฟ  จะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอำเภอบึงกาฬ โดยเป็นการส่งเสริมประเพณีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นและช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอบึงกาฬ โดยจะมีขบวนแห่บั้งไฟของชุมชนต่างๆ ในเทศบาลตำบลบึงกาฬ เช่น ชุมชนบึงกาฬกลาง ชุมชนบึงกาฬใต้ ชุมชนบึงกาฬเหนือ ชุมชนศรีโสภณ และชุมชนวิศิษฐ์โดยเทศบาลจัดให้มีการประกวดขบวนแห่เซิ้งบั้งไฟทุกปี

(๓) งานแห่เทียนพรรษ งานแห่เทียนพรรษาเป็นงานประจำปีของจังหวัด ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา โดยมีการหล่อเทียนพรรษา ประดับตกแต่งเทียนพรรษา และจัดขบวนแห่เทียนพรรษา เข้าประกวดอย่างสวยงาม แล้วนำไปถวายวัดบุพพราชสโมสร (วัดกลาง) ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ และวัดสามัคคีอุปถัมภ์ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ

(๔) งานประเพณีแข่งเรือยาว จังหวัดบึงกาฬ จัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่แม่น้ำโขงมีมากโดยการแข่งขันเรือยาว ประเพณีนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. เรือยาวประเภทท้องถิ่นกำหนดฝีพายตั้งแต่ ๔๕ – ๕๕ ฝีพาย ๒. เรือยาวเล็กกำหนดฝีพายตั้งแต่ ๑๕ - ๒๕ ฝีพาย โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมากมาย ทั้งมาจากต่างจังหวัด สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม เข้ามาร่วมการแข่งขันด้วย

(๕) งานบั้งไฟพญานาค จัดขึ้นในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (วันออกพรรษา) ของทุกปีเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นลูกไฟสีแดงอมส้ม ผุดขึ้นจากแม่น้ำโขงตลอดแนว ซึ่งจะเกิดขึ้นที่, บึงกาฬ, บึงโขงหลง, วัดโพธาราม, วัดอาฮงศิลาวาส และลานพญานาค อำเภอปากคาด

(๖) งานลอยกระทง ประเพณีลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา “มักจะ” ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวกสำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือแหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ทุกๆ ปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ และโรงเรียนในสังกัด ได้ร่วมสืบสาน และอนุรักษ์ประเพณีดังกล่าวเป็นประจำ โดยในปีนี้ได้ประดิษฐ์กระทงที่ทำจากวัสดุที่เป็นธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ และ ใบตอง ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อน พร้อมทั้งได้ส่งนางนพมาศเข้าประกวดเป็นปีแรก ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมกับหน่วยงาน ชุมชน และเป็นการสืบสานวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของไทย

(๗) งานขึ้นปีใหม่ ในคืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ผู้คนต่างมาร่วมทำบุญ ทางวัดต่างๆ จะมีการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สวดมนต์ข้ามปี เจริญจิตภาวนา เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัวตอนเช้าจะมีการทำบุญตักบาตรในวันขึ้นปีใหม่